เมสซี่-โรนัลโด้

เมสซี่โรนัลโด้” ใครเก่งกว่ากัน?

เมสซี่-โรนัลโด้

ถือเป็นเรื่องที่ถถเถียงกันอย่างมากในยุคนี้ว่าระหว่างMessi กับ Ronaldo” ใครคือนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก สำหรับบางคน Messi อาจเป็นนักเตะที่ดีตลอดกาล แต่ Ronaldo ก็ตามติดๆเช่นกัน

เพราะทั้งสองคือนักเตะที่เก่งที่สุดของยุคนี้ แล้วความแตกต่างระหว่างนักเตะทั้งสองนี้คืออะไร วันนี้เดี๋ยวเราจะพาทุกคนไปรู้จัก 7 ความต่างของ Messi และ Ronaldo กันครับ

7 ความต่าง”เมสซี่-โรนัลโด้”

เมสซี่-โรนัลโด้

1.การจบสกอร์

– Ronaldo เป็นตัวจบสกอร์ที่เด็ดขาดถือเป็นจุดแข็งของเขาเลยที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นลูกฟรีคิดที่ถือเป็นเครื่องหายการค้าของเขา การยิงระยะไกลด้วยเท้าอันทรงพลัง หรือจะเป็นการยิงจุดโทษที่โคตรแม่นยำ สิ่งเหล่านี้ช่วยการันตีเรื่องจบสกอร์ของเขาได้ดีเลยทีเดียว
– Messi จะเน้นจบสกอร์ด้วยการยิงเล่นทางซะส่วนใหญ่ ด้วยความแม่นยำ และเทคนิคที่โคตรเยี่ยมนี้ช่วยให้เขาสามารถผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง การใช้สมองในการพาลูกบอลไปสู่ก้นตาข่ายให้มากเพื่อลดการใช้พละกำลังของตัวเองให้มาก

เมสซี่-โรนัลโด้

2.การเลี้ยง

– Ronaldo ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักเตะที่เลี้ยงบอลติดเท้าไปดีที่สุดของโลกมากแล้ว สมันค้าแข้งอยู่กับสปอร์ติ้ง ลิสบอน และแมนยูไนเต็ด เขาลากเลื้อยพาบอลหลบคู่ต้องสู้มากมายก่อนเข้าทำประตู ถือเป็นฝันร้ายของกองหลังทุกทีมเลยก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันการลากเลื้อยแบบนั้นได้หายไปแล้ว เนื่องด้วยสังขาร พละกำลังที่เริ่มถดถอยไม่ฟิตปั๋งเมื่อครั้งหนุ่มๆ และสไตล์การเลี้ยงแบบเดิมๆจนทำให้คู่ต่อสู้จับทางได้หมดแล้ว
– Messi เขากลายเป็นนักเตะที่เลี้ยงบอลได้ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ด้วยทักษะ ความเร็ว ความคล่องตัว และเทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์ จนยากที่คู่ต่อสู้จะเดาทาง หรือ รับมือเมื่อเวลาเผชิญหน้าตัวต่อตัวกับเขาได้ ด้วยสกิลการลากที่ไปกับบอลได้อย่างพลิ้วไหว เหมือนบอลถูกดูดติดเท้าตลอดเวลา ทำให้เมสซี่เอาชนะกองหลังทุกทีมเข้าไปจบสกอร์ได้ทุกครั้ง

เมสซี่-โรนัลโด้

3.ลูกกลางอากาศ

– Ronaldo เป็นนักเตะที่ทำสกอร์ด้วยการโม่งมากที่สุด เขาไม่ได้กระโดดแต่เหมือนว่าเขาบินได้ เขาสามารถเทคตัวลอยอยู่กลางอากาศได้เป็นเวลานาน บวกกับการโม่งที่แม่นยำ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ทุกครั้งในการขึ้นโม่งโอกาสจะเป็นสกอร์ก็มีสูง
– Messi แม้เมสซี่จะมีทักษะ หรือ สกิลการจบสกอร์ที่คมกริบ แต่ลูกกลางอากศเขาเป็นรองคู่ต้องสู้มาก ด้วยความสูงเพียง 170 ซม. จึงยากที่จะเอาชนะกองหลังตัวใหญ่ได้ ถึงแม้บางครั้งเขาจะทำสกอร์ได้ด้วยการโมงก็ตาม แต่ก็ไม่ดีพอที่จะเอาชนะโรนัลได้ในเรื่องนี้

เมสซี่-โรนัลโด้

4.การจ่ายบอล

– Ronaldo เมื่อครั้งอยู่กับแมนยู เขาติดการลากเลื้อย บุกตะลุย แบบวันแมนโชว์จนโดนวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อย้ายมาดริดรวมถึงยูเว่ในปัจจุบัน สไตล์การเลี้ยงของเขาก็ได้เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มส่งบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากขึ้น สร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ดีพอกับนักเตะระดับนี้ก็ตาม นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าปรับปรุงมากที่สุดของเขา
– Messi คงมีนักเตะเพียงไม่กี่คนที่จ่ายบอลในพื้นที่สุดท้ายได้คมและแม่นยำ ด้วยสายตาที่เหลี่ยมคม การเปิดและจ่ายบอลที่โคตรอัจฉริยะ สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมอยู่บ่อย แม้จะมีคู่ต่อสู้เข้ารุมประกบก็ตาม แต่เขาก็สามารถหาช่องจ่ายบอลสวยๆให้เพื่อนร่วมทีมเข้าไปทำประตูได้อยู่เสมอๆ เรื่องนี้จึงทำให้เขาชนะโรนัลโด้ได้แบบไร้ข้อกังขาดอีกหนึ่งข้อ

เมสซี่-โรนัลโด้

5.ความเร็ว

– Ronaldo ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเขาเลยก็ว่าได้ ด้วยความเร็วที่แทบจะไม่มีกองหลังไหนวิ่งตามเขาทัน กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งเกิดจากไม่หยุดพัฒนาตัวเองนั้น ทำให้เขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้รวดกับจรวด ด้วยสรีระบวกกับเทคนิคการก้าวแบบยาวๆทำให้เขาสปีดฉีกกองหลังได้อย่างสบายๆ
– Messi ด้วยรูปร่างที่กะทัดรัดและช่วงก้าวที่สั้นนั้นทำให้เมสซีสปีดไปพร้อมกับบอลได้อย่างพริ้วไหวและคล่องแคล่ว เขาสามารถพลิกสไตล์ไปมาได้อย่างสมดุล จึงเป็นเรื่องยากที่กองหลังจะเดาทางถูก หรือวิ่งตามเขาทัน

เมสซี่-โรนัลโด้

6.การจับบอลแรก

– Ronaldo การสัมผัสบอลแรกถือว่าทำได้ตามมาตรฐานแต่ก็ไม่ได้ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่จุดแข็งของโรนัลโด้อีกอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ “การยิงบอลแรก”ถือว่าเขาทำได้ดีเลยในเรื่องนี้
– Messi สิ่งที่ทำให้เมสซี่มีโอกาสทำประตูได้อยู่เสมออย่างหนึ่งก็คือ การจับแรกอันชาญฉลาด ด้วยสกิลนี้เขาก็สามารถเอาชนะแนวรับและหาช่องจากบอลหรือลากไปยิงได้แล้ว การอยู่ในพื้นที่ที่สุดท้าย การยิงบอลจังหวะแรกอาจยังไม่ดีเท่าโรนัลโด้

เมสซี่-โรนัลโด้

7.เท้าข้างที่ไม่ถนัด

– Ronaldo เท้าซ้ายของเขาแข็งแกร่งไม่ต่างกับเท้าขวา บ่อยครั้งที่เขาส่งลูกสู่ก้นตาข่ายด้วยเท้าข้างซ้ายนั้น แทบแยกไม่ออกเลยว่านั่นคือเท้าข้างที่ไม่ถนัด ถึงแม้การลากเลี้ยงบอลเขาจะไม่ใช้ข้างซ้ายก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่นักเตะทุกคนบนโลกที่เลี้ยงบอลได้ดีด้วยเท้าทั้งสองข้างเหมือน “ซานติ กาซอล่า”
– Messi แม้จะสร้างประตูยอดเยี่ยมได้จากเท้าขวา แต่ลูกยิงก็ยังไม่แรงเท่าข้างซ้ายของโรนัลโด้ แต่มันจะมีความแม่นยำมากขึ้นหากเขาอยู่ใกล้ประตู แม้ตอนใช้เท้าขวายิงประตูเมสซี่ก็ยังคงยิงแบบเล่นทาง เลิกคิดถึงลูกยิงไกล้ได้เลย เพราะเมสซี่ใช้เท้าขวาในการลากเลื้อยและการสร้างสมดุลให้ร่างกาย

 

 

 

ฺback

“ตุรกี-อนาโตเลีย” กับทางสุดUnseen

“ตุรกี-อนาโตเลีย” กับเส้นทางสุดอันซีน

ตุรกี

สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกครั้งนะครับซึ่งวันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ

ตุรกี

5 ที่เที่ยวสุดอันซีน เส้นทางตุรกี-อนาโตเลีย

“เส้นทางใหม่แกะกล่องที่อยากจะชวนทุกท่านไปตามรอยอารยธรรมเก่าแก่สุดน่าทึ่ง พร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ!!”

ตุรกี

1.หมู่บ้านรวงผึ้ง หมู่บ้านที่สร้างขึ้นท่ามกลางผืนที่โล่ง และมีลักษณะแปลกตา แปลกแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับ ซึ่งหมูบ้านนี้ตั้งอยู่ที่เมือง ฮาร์ราน ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางพื้นที่ราบ เนื่องจากไม่มีสิ่งที่บดบังแสงแดด ทำให้ในฤดูร้อน ที่นี่จะมีอากาศที่ร้อนจัด จึงเป็นที่มาของการออกแบบรูปทรงบ้านแบบนี้ เพื่อเป็นการลดและถ่ายเทความร้อนนั่นเองครับ

ตุรกี

2.ภูเขาเนมรุต เป็น 1 ในสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก ซึ่งภูเขาลูกนี้ตั้งอยู่ที่เมืองอาดึยามัน ของตุรกีครับ นอกจากวิวที่สวยแปลกตาแล้ว ด้านบนของภูเขาเนมรุต ยังมีเศียรของรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ กระจัดกระจายอยู่รอบๆอีกด้วย โดยนักโบราณคดีเล่าว่า เมื่อ 62 ปีก่อนศริสตกาลกษัตริย์แอนติโอด์ได้สร้างสุสานบนภูเขา และมีรูปแกะสลักหินเป็นรูปตนเองและเทพเจ้าต่างๆ สูง 8-9 เมตร โดยต่อมารูปปั้นเหล่านี้ได้เกิดการสึกกร่อนตามกาลเวลา จึงทำให้เศียรของรูปปั้นนั้นหล่นลงมากระจัดกระจายอยู่ที่พื้น ตามที่เราเห็นในปัจจุบันครับ

ตุรกี

3.พระราชวังอิซฮาก พาซาร์ สิ่งปลู่สร้างสุดยิ่งใหญ่สิ่งสุดท้ายที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยออตโตมัน ความโดดเด่นของสถานที่นี้ก็คือ เป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่บนเนืองเขา ถูกสร้างขึ้นโดยช่างที่มีฝือมือชั้นสูง ประณีต และเป็นพระราชวังที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น เรียกได้ว่าที่นี่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมากเลยทีเดียวครับ

ตุรกี

4.ถ้ำอับราฮัม และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยคนที่นี่เล่ากันว่า บ่อน้ำนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนกษัตริย์เนมรุต โกรธอับราฮัมมาก เพราะว่าอับราฮัมไปทำลายรูปปั้นที่ท่านนับถือ จึงมีคำสั่งประหารโดยการยิงให้ตกลงมาจากเสาปราสาทอุรฟาร์ และจุดไฟรออยู่ด้านล่าง แต่ว่าเมื่ออับราฮัมถูกยิงและตอนลงมาแล้ว พระเจ้าก็บันดาลให้เปลวไฟกลายเป็นน้ำ ก็คือสระน้ำที่เราได้เห็นในปัจจุบันครับ ส่วนเหล่าท่อนฝืนก็กลายเป็นปลาที่ว่ายอยู่ในสระแห่งนี้นั่นเอง

ตุรกี

5.พิพิธภัณฑ์ซุกมา โมเสก สถานที่จัดแสดงชิ้นงานของโมเสกที่สวยงาม และสมบูรณ์แบบ จนทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก และผลงานสุดโด่งดังที่ควรจะไปชมให้ได้ นั่นก็คือ “ภาพยิปซี” ซึ่งความพิเศษของภาพนี้คือเมื่อเราสบตา กับผู้หญิงในภาพแล้ว เธอจะมองตามเราตลอดไม่ว่าเราจะเดินหรือเคลื่อนไหวไปทางไหนก็ตาม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความอัศจรรย์ของศิลปะโบราณที่น่าทึ่งมากๆเลยทีเดียวครับ

 

 

 

ฺback

สวิตเซอร์แลนด์แดนห้ามพลาด!!

สวิตเซอร์แลนด์(Switzerland)

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่ถูกขนานนามว่าเป็นเหมือนสรวงสวรรค์ ดินแดนในฝันของใครหลายๆคนที่ตั้งเป้าว่าต้อองไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เมืองที่สวยงามเกินคำบรรยายจนต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง”

สวิตเซอร์แลนด์

วันนี้เราจะทุกคนไปรู้จักกับ 5 สถานที่เมื่อไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้วต้องห้ามพลาด !!!

สวิตเซอร์แลนด์

1.น้ำพุจรวด แห่งทะเลสาบเจนีวา แลนด์มาร์กอีกแห่งที่สำคัญเมื่อมาเยือนสวิตเซอร์แลนด์แล้วต้องมาให้ได้ น้ำพุแห่งนี้เป็นน้ำพุขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบเจนีวา โดยความสูงของน้ำพุที่พุ่งขึ้นสูงท้องฟ้านั้นสูงถึง 120 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึก 35 ชั้นเลยทีเดียวครับ

สวิตเซอร์แลนด์

2.เมืองซูริค Zurich เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ มีอายุเก่าแก่ถึง 2000 กว่าปี นอกจากนี้ยังป็นศูนย์กลางการคมนาคมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางรถไฟ หรือทางอากาศ และเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย จากอายุของเมืองที่พูดมาเมื่อกี้แน่นอนว่าเมืองซูริคนั้นเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ หรือโบสถ์โบราณต่างๆ ล้วนควรค่ากับการได้มาเยือนแน่นอนครับ

สวิตเซอร์แลนด์

3.ปราสาทชิลยอง (chillon castle) ความพิเศษของปราสาทนี้ก็คือ เป็นปราสาทที่สร้างอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบเจนีวา ส่วนความเก่าแก่ของที่นี่ บอกเลยว่ามีมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาลครับ ตัวปราสาทนี้ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่จึงทำให้ตัวปราสาทดูร่มรื่น และทำให้มีทัศยภาพที่สวยงามมาก ส่วนด้านในตัวปราสาทนั้น นักท่องเที่ยวก็สามารถเข้าไปชมได้เช่นกัน โดยจะมีป้ายบรรยายติดไว้อยู่ด้านในตัวปราสาท รวมไปถึงมีห้องอาหารที่มีไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วยครับ

4.รถไฟสายโรแมนติก เบอร์นิน่า และกลาเซียเอ็กซ์เพรซ (Bernina Express / Glacier Express) เป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่แนะนำเลยว่า ห้ามพลาดเด็ดขาด!! นั่นคือการนั่งรถไฟสายโรแมนติก เบอร์นิน่า และกลาเซียเอ็กซ์เพรซ นั่นเองครับ ซึ่งรถไฟทั้งสองสายนี้จะพาคุณไปดื่มด่ำกับวิวทิวทัศย์ที่สวยงาม และบรรยากาศสุดโรแมนติก ทั้งริมสองฝั่งหน้าต่าง ที่จะทำให้คุณต้องตะลึงตลอดเส้นทาง ถึงแม้รถไฟสายกลาเซียเอ็กซ์เพรซ จะเป็นรถไฟสายด่วนที่วิ่งช้าที่สุดในโลกก็ตาม แต่นี่ละครับที่จะทำให้คุณ ได้มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเอาความประทับใจไว้อย่างละเอียดเลยครับ

สวิตเซอร์แลนด์

5.จุงเฟรายอร์ค (Jungfraujoch) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์ ทวีปยุโรป สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโลเคชั่นการถ่ายทำละครดัง อย่างเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายปวรรุจ ที่เคยออกอากศทางช่อง 3 มาแล้ว ทำให้แฟนละครหลายๆคน เดินทางตามรอยฉากสุดอลังการกันอยู่ไม่น้อยเลยล่ะครับ

 

 

ฺback

สวิตเซอร์แลนด์แดนสวรรค์

สวิตเซอร์แลนด์(Switzerland)

สวิตเซอร์แลนด์

“สวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝันของใครหลายๆคน ดินแดนที่งดงามราวกับภาพวาด เมืองที่ใครหลายคนตั้งปณิธานว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้”

หากพูดถึงสวิตเซอร์แลนด์แล้วทุกคนนึกถึงอะไรบ้างคับ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นภูเขาสูงๆ มีหิมะคลุมตามยอด มีบ้านเรือนที่สงบ มีลำธารไหลผ่าน มีทุ่งหญ้าสีเขียวสุดลูกหูลูกตา เรียกได้ว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เนี่ย เป็นประเทศที่เหมือนสวรรค์ สวยเกินบรรยายจริงๆ

สวิตเซอร์แลนด์

วันนี้เราจึงพาทุกคนไปรู้จักกับ 5 สถานที่เมื่อไปยังสวิตเซอร์แลนด์แล้วต้องห้ามพลาด !!!

สวิตเซอร์แลนด์

1.สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bride) สะพานไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองลูเซิร์นอีกด้วย ความพิเศษของสะพานไม้แห่งนี้ก็คือ อายุที่เก่าแก่ถึง 500 ปีมาแล้ว แต่เรื่องความแข็งแรงทนทานนั้นบอกเลยว่ายังแข็งแรงมากๆคับ แถมที่นี่ยังได้ชื่อว่าเป็นสะพานไม้ที่สวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย ถ้าใครไปสวิตเซอร์แลนด์แล้วไม่ไปที่นี่ถือว่าพลาดมากนะคับ

สวิตเซอร์แลนด์

2.น้ำตกไรน์ (Rhine Falls) เป็นน้ำตกที่มีอายุมากกว่า 1 หมื่นปีมาแล้ว และที่สำคัญยังเป็นน้ำตกที่ใหญ่มาก นับว่าใหญ่ที่สุดในยุโรปเลยที่เดียวคับ ถ้าไปถึงน้ำตกแล้วใครที่รู้สึกว่าแค่ถ่ายรูปเก็บยังไม่อิ่มใจ ที่นี่ยังมีบริการพาล่องเรือชมน้ำตกอีกด้วย ใครที่อยากสัมผัสละอองน้ำเย็นๆ สดชื่นๆแบบใกล้ๆ ก็แนะนำเลยคับ ว่าต้องลองกิจกรรมนี้ให้ได้!

สวิตเซอร์แลนด์

3.อบซาวน่า ทำสปาสุดหรู ท่ามกลางวิวหลักล้าน ที่ Hotel Villa Honegg โรงแรมหรู 5 ดาว ที่สวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ หากคุณเป็นคนที่รักในการดูแลผิวพรรณ อบซาวน่า ทำสปา แบบผ่อนคลาย บอกเลยว่าเรื่องเหล่านี้คือไฮไลท์อีกอย่างของสวิตเซอร์แลนด์เลยนะคับ ดื่มด่ำกับความผ่อนคลายร่างกายแถมยังได้ชมวิวสวยๆของเทือกเขา ที่สูงระกับก้อนเมฆสีขาวๆ ช่างเป็นวิวที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจสุดๆเลยล่ะคับ

สวิตเซอร์แลนด์

4.กินลมชมวิวที่ร้านอาหาร Piz Gloria บนยอดเขา ซิลทรอน (Schilhorn) ร้านอาหารแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนไหน ก็ต้องพากันมาเยือนเพราะที่นี่ไม่ได้เพียงแต่มีเมนูอาหารเลิศรส เช่น มันฝรั่งทอดสไตล์สวิส หรือ ฟองดูชีส เท่านั้น แต่ที่นี่ยังเคยถูกใช้เป็นฉากถ่ายหนังเรื่อง James Bond อีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้วอย่าแปลกใจถ้าหากเข้าไปในร้านแล้วจะเจอสินค้าที่ระลึก และคอลเลคชั่นสุดเท่ห์จากหนังเรื่องนี้วางขายอยู่ และที่พิเศษสุดๆก็คือ ทางร้านได้ทำ Walkway หรือทางเดินลอยฟ้าให้นักท่องเที่ยว ได้เดินออกไปสัมผัสอากศสุดชิว และวิวที่สวยกว้างสุดลูกหูลูกตาด้านนอกอีกด้วย มาถึงสวิสถ้าไม่มาที่นี่ถือว่ามาไม่ถือสวิสนะครับ

สวิตเซอร์แลนด์

5.ชมธารน้ำแข็งอเลิท์ซ กลาเซียร์ (Aletsch Glacier) เอาใจสายผจญภัย ด้วยธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในเทือก Alps แค่เดิมชมธารน้ำแข็งอย่างเดียวก็จะดูธรรมดาไป เราจึงแนะนำกิจกรรมอีกอย่างให้ได้ลองเล่นดูคือ การล่องแก่งธารน้ำแข็ง นั่นเองครับ ซึ่งการล่องแก่งน้ำแข็งนี้ ต่างจากการล่องแก่งบ้านเรานะครับ อุปกรณ์ที่ต้องสวมใส่ก่อนเล่นได้แก่ หวดกันน็อค เสื้อชูชีพ และตีบกบ จากนนั้นก็ทิ้งตัวลงบนแผ่นโฟมแบบพิเศษ แล้วก็ปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามความลาดชันของธารน้ำแข็งนี้ได้เลย บอกเลยว่ามันส์มากต้องลองนะครับ

 

 

ฺback

10เรื่องควรรู้กับจอร์เจีย

จอร์เจีย(Georgia)

จอร์เจีย

เป็นประเทศที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นประเทศใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครไป บวกกับความเป็นธรรมชาติที่สวยงามของประเทศนี้จึงเป็นมนต์เสน่ห์ที่ใครหลายคนอยากลองไปสัมผัสดูสักครั้ง

จอร์เจีย” ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าไปเที่ยว

บางคนชอบเที่ยวในประเทศ บางคนชอบออกไปหาประสบการณ์ใหม่ที่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะไปตามหัวเมืองใหญ่ๆในแถบยุโรป แต่วันนี้  เราจะลองพาทุกคนไปรู้จักกับ”จอร์เจีย”ประเทศเล็กๆ ที่มีประวัติอันยาวนานถึง 2500 ปี ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาที่สวยงาม ประเทศที่มีความเป็นตัวเองสูง

ประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติ

จอร์เจีย

1.จอร์เจียเป็ยประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าจอร์เจียนั้นอยู่ยุโรป เนื่องจากสถาปัตยกรรมและความสวยงามของประเทศ มีกลิ่นไอของความเป็นยุโรปสูงมาก

2.จอร์เจียเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไทยไม่ต้องขอ Visa สามารถพำนักได้ถึง 365 วันเลยทีเดียว

3.ระยะเวลาการเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศจอร์เจียจะใช้เวลาบินประมาณ 11-12 ชั่วโมง

4.ไฟฟ้าของประเทศจอร์เจียนั้น ใช้ไฟฟ้า 220 วัตต์เหมือนกับประเทศไทย เพียงแต่รูปแบบของเต้าเสียบและปลั๊กไฟนั้นจะเป็นแบบ Type F ซึ่งเป็นแบบสองรูกลม เพื่อความสะดวกแนะนำให้พก Universal Adapter และปลั๊กพ่วงติดตัวไปด้วย

5.สกุลเงินของประเทศจอร์เจียนั้นจะเรียกว่า “จอร์เจียน ลารี” (Georgian Lari) หรือจะเรียก ลารี เฉยๆก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้เรายังไม่สามารถแลกเงินลารีไปจากประเทศไทยได้ เราต้องนำเงิน US Dollar หรือเงิน Euro ไปแลกเป็นเงินลารีที่ประเทศจอร์เจีย

จอร์เจีย

6.อาหารส่วนใหญ่ของประเทศจอร์เจีย จะเน้นที่ แป้ง , ชีส , แตงกวา และมะเขือเทศเป็นหลัก ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนทานอาหารยากก็ควรจะพกอาหารที่เราคิดว่าเราจะทานได้ไปด้วยนะครับ

7.ของฝากที่ขึ้นชื่อของประเทศจอร์เจีย คือไวน์ และผลไม้ ชนิดต่างๆนั่นเอง โดยไวน์ของประเทศจอร์เจียนั้นขึ้นชื่อว่ารสชาติดีมาก แต่ราคาเริ่มต้นเพียง 300-400 บาทเท่านั้นเอง

8.เส้นทางในจอร์เจีย ค้อนข้างเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยว และค่อนข่างจะขรุขระ หากท่านใดเป็นคนที่เมารถง่าย อย่าลืมเตรียมยาดม ยาหอมติดตัวไปด้วยนะครับ

9.เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปชมโบสถ์เกอร์ เกตี้ ต้องเดินทางด้วยรถจิ๊บ 4WD

10.สภาพอากาศของประเทศจอร์เจีย ถูกแบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดุร้อน ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว

เมื่อทุกคนรู้ละเอียดแล้วว่าต้องเตรียมอย่างไรบ้างก่อนเดินทางไปเที่ยวจอร์เจีย งั้นจะรออะไรละครับรีบจัดกระเป๋า ซื้อตั๋วออกเดินทางกันเลย…..

 

 

back

10เรื่องต้องรู้ของโลกิ

ทอม ฮิดดิลสตัน

โลกิ

หนึ่งในตัวแสดงสำคัญผู้รับบทโลกิ ตัวร้ายที่ทำเอาสาวๆกรี๊ดกันทั่วโลก ด้วยน่าตาลุคแบดๆและเจ้าเล่ห์ของเจ้าตัวนั้นจึงทำให้ใครหลายคนอยากรู้จักเขามากขึ้น

วันนี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 10 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับโลกิ พร้อมแล้ว…ลุยเลย

โลกิ

1. ทอม ฮิดดิลสตัน ชื่อจริงคือ Thomas William “Tom” Hiddleston เกิด 9 กุมภาพันธ์ 1981 ที่เมืองเวสมินเตอร์ ลอนดอน เป็นหนุ่มอังกฤษแท้ๆ ปัจจุบันทอมอายุ 38 ปีแล้วคับ ส่วนสูง 188 ซม. และพูดได้ถึง 4 ภาษา คือ อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และกรีช การพูดได้หลายภาษาไม่น่าจะใช่เรื่องแปลก เพราะทอมนั้นจบช่วงม.ปลายจากอีสตันคอลเลทที่เดียวกับเจ้าชายวิลเลี่ยมและนักแสดงหนุ่น เอ็ดดี้ เร็ดมีน ช่วงมหาลัยเรียนที่แคมบริดท์ และด้วยความที่สนใจในการแสดงอย่างมากทอมก็ได้เข้าศึกษาต่อที่รอยัลคะคาเดมี่รามาติกอาร์ทจนจบเมื่อปี 2005 ทอมมีแม่เป็นผู้กำกับเวที และพ่อเป็นนักฟิสิกส์เคมีและผู้อำนวยการบริษัทยา  ทอมมีพี่สานหนึ่งคนและน้องสาวอีกหนึ่งคน ปู่ทวดของทวดของทวดทอมเป็นถึง ท่านเซอร์เอ็ดบุญเวสตี้บาร์รอนที่1 เป็นขุนนางที่จัดส่งเสบียงให้แก่กองทัพอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่1 และเป็นนักธุรกิจคิดค้นความเย็นเพื่อรักษาอาหารอีกด้วยครับ

2. ทอมไม่ได้ตั้งใจอย่าเล่นบทโลกิ แรกเริ่มทอมตั้งใจมาคัดตัวในบทของ ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า โดยเริ่มฟิตหุ่นอย่างจริงจังเพื่อคัดบทนี้ แต่สุดท้ายผู้กำกับกลับเลือก คริส เฮมสเวิร์ต โดยผู้กำกับให้ความเห็นว่าทอม มีคาแร็กเตอร์เหมาะกับบทโลกิมากกว่า ซึ่งเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง เพราะถ้าให้คนอื่นมาเล่นก็คงไม่ได้เหมือนทอม

3. ก่อนเป็นนักแสดงพ่อของทอมไม่สนับสนุนให้ทอมทำอาชีพนี้ เพราะคิดว่าลูกตัวเองก็มีการศึกษาที่ดีน่าจะทำงานที่มีความมั่นคงได้ไม่ยาก และดูถูกว่าอาชีพนักแสดงเป็นพวกไส้แห้งไม่มีจะกิน แต่ทอมก็พิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าสิ่งที่เขาเลือกนอกจากจะทำให้เขาเป็นนักแสดงอังกฤษเพียงไม่กี่คนที่โด่งดังแต่กลับทำให้ทอมสร้างรายได้ให้กับตัวเองอย่างมหาศาล

4. ในปี2013ทอมถูกจัดอันดับให้เป็น1ใน100หนุ่มที่เซ็กซี่ที่สุดของนิตยสารเอ็มพายส์ โดยได้อันดับที่2 แพ้แค่หนุ่มร่วมสัญชาติอย่าง หนุ่ม เบนเนอร์ดิท คัมเมอแบ็ก หรือ ดร.สตเรงท์ของเรานั่นเอง

โลกิ

5. ทอมเป็นคนที่คลั่งไคล้ในการเต้นเป็นอย่างมาก เขาชอบเต้นมาก เต้นได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ ดูได้จากหลายๆสื่อที่นำเสนอคลิปเขา ช่างเป็นหนุ่มที่มีความเป็นศิลปินสูงจริงๆ

6. จูบแรกของทอมนั้นเกิดขึ้นตอนอายุ 10 ขวบ โดยทอมให้สัมภาษณ์กับแอลยูเคแบบหมดเปลือกเลยว่าจูบแรกของเขานนั้นเกิดขึ้นกับเพื่อนสาวร่วมชั้นเรียน โดยเป็นการจูบที่ดูดดื่มมาก และสานสัมพันธ์ต่อที่ศาลาสนามเทริกเก็ท  แม้ไม่เบาๆจิงๆนะหนุ่มทอม

7. ทอมกลัวปลาฉลามเป็นที่สุด และเขาเรียกสัตว์นี้ว่า ”เครื่องจักรสังหาร” โดยเวลาที่ทอมลงไปเล่นน้ำทะเลนั้น หากเขาว่ายออกห่างจากฝั่งนั้น มันจะผุดซาวด์เพลงเรื่อง จอร์จ ขึ้นมาทันที่ แล้วเมื่อเขาคิดได้ก็จะรีบว่ายกลับเข้าฝั่งทันที

8. เบนเนอร์ดิท คัมเมอแบ็ก เป็นเพื่อนนักแสดงที่เขาสนิทมากที่สุดในวงการ โดยเจอกันครั้งเมื่อปี 2010 ในภาพยนตร์เรื่อง วอร์ฮอส ของผูกำกับ สตีเว่น สตีลเบอร์ โดยทั้งคู่ได้เข้ารับการฝึกขี่ม้าที่จะเข้าฉากในเรื่อง โดยตลออดเวลาการฝึกนั้นทั้งคู่ต่างตกม้านับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะขี่เป็น และทอมก็เผยว่าการที่เราได้คลุกคลีกับใครเป็นเวลานานๆ เราจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของคนนั้นได้มากขึ้น จนถึงทุกวันนี้ ทอมและเบนเนอร์ดิท ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และยังได้อยู่ในจักรวาลมาร์เวลร่วมกันอีกด้วย

9. เรื่องความรักนั้นหนุ่มทอมก็ฮอตก็ไม่แพ้ใครนะ โดยมีข่าวออกมาเรื่อยๆเกี่ยวกับสาวๆที่เข้าในผัวพันกับเขา สาวนใหญ่ก็จะเป็นนักแสดงสาวที่ทำงานร่วมกัน แต่ที่เป็นข่าวดังมากสำหรับทอม คือการออกมาเปิดตัวว่าคบกับ เทลเลอร์สวิสท์ อย่าเป็นทางการ แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ต้องจบลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง3เดือนเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่าทอมจะมีข่าวกับสาวๆคนไหนอีกเลย

10. ทอมได้เผยว่าการได้รับบทโลกิ และได้ร่วมงานกับคริส เฮมสเวิร์ต นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและพิเศษมาก เพราะเขาช่วยให้ผมเป็นนักแสดงที่ดีขึ้น เราทำงานร่วมกัน หัวเราะร่วมกัน และแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆกัน ทุกฉากที่ดีของผมจะมีคริสอยู่ด้วยเสมอ

 

5 สถานที่ต้องห้าม ที่ทุกคนไม่กล้าคิดจะไปเหยียบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในโลกนี้เต็มไปด้วยสถานที่ ที่สวยงามและลึกลับ แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้คุณสามารถไปที่ไหนก็ได้ภายในโลก ไม่เว้นเม้นกระทั่ง สถานที่ ที่เต็มไปด้วยอันตราย ซึ่งวันนี้เรา Numder.com จะพาทุกคุณไปดู 5 สถานที่ต้องห้าม ที่เราท้าให้คุณไปลอง ถ้าอยากรู้ว่ามีที่ไหนบ้าง

เกาะงูคลั่ง

  1. เกาะงูคลั่ง

เกาะงูคลั่ง ที่ประเทศบราซิล ถ้าจะบอกว่าเกาะแห่งนี้ เป็นเกาะแห่งพญานาค ก็คงไม่ผิดนัก เพราะทุกตารางเมตรของเกาะ เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “งู” นั่นเอง เกาะยัว ฮาด พวยมาสด้า กรานเด เป็นชื่อของเกาะที่อยู่นอกชายฝั่งของเมืองเซาเปาโล ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล และเป็นเกาะร้างที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาเป็นเวลากว่า 100 ปี และเหตุผลที่ไม่มีคนอยู่นั้น

ก็เพราะ เกาะแห่งนี้เป็นดินแดนแห่งอสรพิษที่มีประชากรงูอยู่เป็นจำนวนมาก ถึงขั้นที่ว่าทุกๆ 1 ตาราเมตร จะมีงูอยู่ราวๆ 5 ตัวเลยทีเดียว ในอดีตนั้น ไม่มีใครทราบว่า งูปริมาณมากมายมหาศาลขนาดนี้ เข้ามาอาศัยอยู่เกาะนี้ได้อย่างไร แต่จากตำนานพื้นบ้านของคนในพื้นที่ ว่ากันว่า งูเหล่านี้ ถูกโจรสลัดนำมาปล่อยไว้เพื่อดูแลขุมทรัพย์ที่ถูกฝังไว้นั่นเอง และการที่งูไปติดอยู่บนเกาะนี้นั่นเอง ทำให้พวกมันต้องวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด อย่าง งูโกลเด้นแลนซ์เฮด

ที่พบได้เฉพาะที่นี่ ก็วิวัฒนาการพิษของตัวเอง จนรุนแรงมากกว่าพิษของงูบนแผ่นดินใหญ่ถึง 5 เท่า นั่นก็เป็นเพราะว่า ในเกาะที่แยกออกจากแผ่นดินเช่นนี้ งูจำเป็นจะต้องล่านกต่างถิ่นเป็นอาหาร ดังนั้นมันจึงจำเป็นจะต้องมีพิษที่แรงพอ เพื่อที่จะสังหารนก ให้ตายในทันทีที่ถูกกัดนั่นเอง

เกาะงูคลั่ง

นอกจากนี้ การอยู่บนเกาะที่หาอาหารได้ยาก ก็ยังทำให้งูชนิดนี้ กลายเป็นงูที่ดุร้ายมากๆ มันแทบจะโจมตีทุกสิ่งที่เข้าใกล้ จนทำให้อัตราการโดนงูกัด ในประเทศบราซิลนั้นมากกว่า 90% มาจากงูสายพันธุ์นี้ทั้งหมด  นั่นเองที่ทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นดินแดนมรณะที่แทบจะไม่มีใครอยาก ย่างกลายเข้าไปใกล้ แต่ถึงอย่างนั้นในเกาะนี้เองก็มีขุมทรัพย์ ที่ไม่น่าเชื่อซ่อนอยู่เช่นกัน เพราะว่าพิษของงูนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการที่จะใช้รักษาโรคหัวใจ จนทำให้ราคาของพิษงูชนิดนี้พุ่งสูงมากในตลาดมืด สิ่งนี้เองที่หลอกล่อให้เหล่าผู้คนนั้นตัดสินใจฝ่าฝืนกฏหมายเข้ามาเสี่ยงชีวิตในดินแดนแห่งอสรพิษแห่งนี้ และแน่นอนว่าน้อยคนนัก ที่จะสามารถรอดกลับไปได้ อย่างปลอดภัย

เชอร์โนบิล

  1. เชอร์โนบิล

เชอร์โนบิล ในประเทศยูเครน ภัยพิบัติในเชอร์โนบิลนั้นเริ่มต้นขึ้น จากการที่วิศวกรทศสอบการทำงานของระบบหล่อเย็น แต่การทดสอบนั้นล่าช้า ก่อนจะเกิดแรงดันน้ำที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน และระบบการตัดการทำงานอัตโนมัตินั้นไม่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้น จนทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 หลอมระลาย และเกิดระเบิดขึ้น ในวันที่ 24 เมษายน ปี 1986 ผลจากการระเบิดนั้น ทำให้เกิดขี้เก้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี พวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศยาวนานถึง 10 วัน

เชอร์โนบิล

ขี้เถ้านั้นได้ปกคลุมทางตะวันตกของสหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก และยุโรปเหนือ พื้นที่กว่า 200,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 71% ของประเทศเบลารุส  รัสเซีย และยูเครน การปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ทำให้ทางการของทั้ง 3 ประเทศ ต้องอพยพประชาชน รวมแล้วกว่า 336,000 คน ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ขณะที่พื้นที่รัศมี 30 กิโลเมตร รอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนั้น ถูกประกาศให้เป็นเขตอันตราย เหตุระเบิดในครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที หลังจากเกิดการระเบิดจำนวน 31 คน

เชอร์โนบิล

โดยเป็นคนในโรงงานไฟฟ้าเชอร์โนบิลเอง และในปี 2005 ระบุว่าในอนาคต อาจจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสีอีกกว่า 4,000 คน 30 ปีผ่านไป ที่นี่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศยูเครน มีนักท่องเที่ยวผู้มองหาสถานที่แปลกใหม่ ที่น่าตื่นเต้น ประทับใจแบบไม่เหมือนใคร ก็ได้แวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย

เกาะเซนติเนล

  1. เกาะเซนติเนล

ลึกเข้าไปในมหาสมุทรอินเดีย ที่เป็นที่ตั้งของเกาะอันโดดเดี่ยวที่มีชื่อว่า “นอร์ทเซนติเนล” ที่ผู้อาศัยบนเกาะนี้ถูกนับว่าเป็นชนเผ่า ที่ไม่เคยติดต่อกับชนกลุ่มอื่นเลย ไม่ว่าจะตอนนี้หรือย้อนกลับไปเมื่อ 1,000 ปีก่อน ในประวัติศาสตร์พวกเขาไม่เคยติดต่อกับคนนอกแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร ที่พักอาศัย หรือการเกษตร ณ ปัจจุบันนี้ กับ 10,000 ปีที่แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป และหลักฐานที่ว่า พวกเขามีตัวตน ก็เป็นแค่ภาพถ่ายห่างๆ เท่านั้น เพราะชนเผ่าเซนติเนล จะสังหารคนนอก ที่มายังเกาะของพวกเขาโดยไร้ซึ่งความลังเล ถึงเกาะแห่งนี้จะอยู่ไม่ไกลมากนัก

เกาะเซนติเนล

แต่ความรู้เกี่ยวกับเกาะและผู้คนในเกาะนั้น มีน้อยนิดมากจนแทบจะไม่มีราวกับว่า มันเป็นสถานที่ลึกลับของโลกเลยก็ว่าได้ในช่วงปี 1960 รัฐบาลของประเทศอินเดีย ก็มีความจะพยายามติดต่อสื่อสารกับชาวเซนติเนล แต่ก็ได้เพียงทิ้งของขวัญไว้ให้แก่พวกเขาที่ชาดหาด แล้วก็จากไปเท่านั้นเอง อีกครั้งในปี 2004 ยามชาดฝั่งของประเทศอินเดีย ใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นสำรวจท้องฟ้า หลักจากเกิดเหตุการณ์สึนามิใหญ่ แต่พอบินไปที่น่านฟ้าของเกาะ พวกเขาก็ถูกชาวเกาะนั้นจู่โจมทันทีด้วยลูกธนู

เกาะเซนติเนล

ในปี 2006 ชาวประมงอินเดีย 2 คน ถูกสังหารทันที่ ที่เข้าใกล้เกาะมากเกินไป และล่าสุดในปี 2017 นักผจญภัยชาวอเมริกัน ถูกชาวเซนติเนล ชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ยิงธนูใส่จนเสียชีวิตหลังจากที่เขาแอบลักลอบเข้าไปในเกาะเพื่อหวังจะผูกมิตร และสอนศาสนา ซึ่งตอนนี้เกาะแห่งนี้และน่านน้ำรอบๆ กลายเป็นเขตหวงห้าม เพื่อความปลอดภัยของคนนอก และชาวเกาะแห่งนี้เอง

แอ่งดานาคิล

  1. แอ่งดานาคิล

แอ่งดานาคิล ในประเทศเอธิโอเปีย สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง และยากที่จะย่ามกลายเข้ามาขนาดที่ว่าไม่มีแม้แต่ต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตชนิดใดสามารถอาศัยอยู่ได้เลย แอ่งดานาคิล ตั้งอยู่ในทะเลทรายดานาคิล ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเอธิโอเปีย แอ่งดานาคิลนั้นเป็นแอ่งรูปพัดกว้างใหญ่ ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส และมีความลึกอยู่ที่ประมาณ 100 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทั่วทุกพื้นที่ของแอ่งดานาคิล นั้น เต็มไปด้วยเกลือ

ทำให้ไม่มีพืชชนิดใด สามารถเจริญเติบโตได้สักต้น และในทุกๆ ปีนั้น ระดับน้ำในแอ่ง ก็จะลดลง 100 มิลลิเมตร ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำและแห้งแล้งอย่างหนัก แถมแอ่งแห่งนี้นั้นยังอยู่ในเขตพื้นที่ของภูเขาไฟดารอล ภูเขาไฟที่ยังคลุมฝุ่น และเกิดการประทุของลาวาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ ที่มีสภาพแวดล้อมโหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจึงถูกขนานนามว่า “เป็นดินแดนแห่งความตาย หรือ นรกบนดิน นั้นเอง”

แอ่งดานาคิล

แต่ความโหดร้ายดังกล่าว ก็ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูสวยงามราวกับว่า อยู่บนดวงดาวดวงอื่นเลยทีเดียว ด้วยเพราะอุณหภูมิที่สูงถึง 50 องศาเซลเซียสนี่เอง ทำให้ยากที่จะมีคนมาย่างกาย แต่ที่แห่งนี้นั้น ก็ยังพอมีคนอาศัยอยู่ ซึ่งก็เป็นคนงานในเหมืองเกลือ ที่ทำงานกลางสภาพแวดล้อม ที่ยากลำบากมานานนับ 1,000 ปี และเดินทางโดยใช้อูฐนั่นเอง

Area 51

  1. Area 51

Area 51 อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นภายในใจของมนุษย์เสมอ ก็คือ เราอยู่เพียงลำพังในโลกกลมๆ แบบนี้จริงๆ หรอ แล้วถ้าหากเราไม่ได้อยู่ตามลำพังละ แล้วมนุษย์ที่เราเรียกกันว่าต่างดาวนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่

อันที่จริงแล้ว คำตอบเหล่านั้นอาจจะอยู่ไม่ไกลเลยก็ได้ เพราะในโลกของเรา มีสถานที่ลับสุดยอด ที่ถูกเรียกว่า Area 51 นั้นเอง

Area 51 เป็นที่ทำการของทหารสหรัฐ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในทะเลทรายของเนวาด้า มันเป็นสถานที่ ที่เรียกได้ว่า เป็นความลับสุดยอดของทางรัฐบาลสหรัฐ ผู้ที่สามารถเดินทางไปยัง Area 51 ได้ จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเท่านั้น และระดับสูงที่ว่านั้นแม้แต่ประธานาธิบดีเองก็ไม่อาจร้องเรียกเอาข้อมูลหรือเข้าไปเยี่ยมชมได้ แม้จะอยากไปก็ตาม จากความลับดำมืดที่อยู่ใน Area 51 นี้ เริ่มมีหลายๆ ฝ่ายสงสัยกันมากขึ้น ว่าแท้จริงแล้ว ในพื้นที่แห่งนี้มันมีอะไรอยู่กันแน่ ถึงขนาดที่เรียกได้ว่า รัฐบาลสหรัฐต้องซ่อนฐานทัพนี้จากสายตาของผู้คน

Area 51

มีความเชื่อกันว่า สถานที่ดังกล่าวนั้น มีความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ ที่ยานอวกาศลึกลับได้ตกลงมาบนโลก โดยหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ ที่ไม่ประสงค์ออกนามนั้นได้ออกมาเปิดเผยกับทางสื่อว่า ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว ได้มีวัตถุจานบินลึกลับตกมาบริเวณดังกล่าว ก่อนที่ชายชุดดำจะเข้ามาเคลียร์พื้นที่ และข่มขู่เพื่อปิดปากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ ยังเล่าต่ออีกว่า เขาได้เห็นร่างสีเทา ที่ไม่น่าจะใช่มนุษย์ นอนอยู่ด้วยกันบนพื้นถึง 3 ศพด้วยกัน

สำหรับ 5 สถานที่ต้องห้าม  นี้ เป็นสถานที่ ที่ผู้คนส่วนมาก จะไม่มีใครเข้าไปย่างกาย เพราะเป็นสถานที่ ที่อันตรายพอสำควร ทางเรา   numder.com    ขอขอบคุณสำหรับท่านที่สนใจในบทความของเรา และขอบคุณที่ติดตามเรามาจนจบ ขอบคุณครับ

 

 

ฺback